Get Adobe Flash player
ยินดีต้อนรับสู่ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาท คำขวัญประจำจังหวัดชัยนาท "หลวงปู่ศุขลือชา เขื่อนเจ้าพระยาลือชื่อ นามระบือสวนนก ส้มโอดกขาวแตงกวา"

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

มาฆปูรณมี

 

มาฆปูรณมี
            จังหวัดชัยนาท  โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมกิจกรรม เวียนเทียน เนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี ๒๕๕๓ ในวันอาทิตย์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ โดยนายจำลอง โพธิ์สุข ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธานในพิธี เวลา ๑๘.๐๐ น. ณ วัดศรีวิชัยวัฒนาราม อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท และร่วมลด ละ เลิก อบายมุข ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนาและทำบุญตักบาตร ณ วัดใกล้บ้าน
       
  
วันมาฆบูชา

ความหมาย
   
วันมาฆบูชาหมายถึง การบูชา ในวันเพ็ญเดือน เนื่องในโอกาสคล้าย วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์
ความสำคัญ
         
วันมาฆบูชา เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน มีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน ,๒๕๐ รูป มาเฝ้าพระพุทธเจ้า วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมายกัน พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา และเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า ในวันนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นทั้งหลักการอุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติที่ นำไปใช้ได้ทุกสังคม มีเนื้อหา โดยสรุปคือให้ละความชั่วทุกชนิด ทำความดีให้ถึงพร้อม และทำจิตใจให้ผ่องใส                                             ประวัติความเป็นมา
         
. ส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ เดือนขณะนั้นเมื่อเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมแล้ว เสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ เดือนมาฆะหรือเดือน ในเวลาบ่ายพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้ามาประชุมพร้อมกัน ที่ประทับของพระพุทธเจ้า นับเป็นเหตุอัศจรรย์ ที่มีองค์ประกอบสำคัญ ประการ คือ
         
. วันนั้นเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน
         
. พระสงฆ์จำนวน ,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
         
. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา
         
. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นผู้ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า

การถือปฏิบัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย
         
พิธีวันมาฆบูชานี้ เดิมทีเดียวในประเทศไทยไม่เคยทำมาก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายไว้ว่าเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยทรงถือตามแบบของโบราณบัณฑิตที่ได้นิยมกันว่า วันมาฆะปูรณมี พระ     จันทร์เสวยฤกษ์มาฆะเต็มบริบูรณ์เป็นวันที่พระอรหันต์สาวกของ พระพุทธเจ้า ,๒๕๐ รูป ได้ประชุมกันพร้อมด้วยองค์ ประการ เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เป็นการประชุมใหญ่ และเป็นการอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา นักปราชญ์จึงถือเอาเหตุนั้นประกอบการสักการบูชาพระพุทธเจ้าและ พระอรหันต์สาวก ,๒๕๐ รูปนั้น ให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสการประกอบพิธีมาฆบูชาได้เริ่มในพระบรมมหาราชวังก่อน ต่อมาก็ขยายออกไป ให้พุทธบริษัทได้ปฏิบัติตามอย่างเป็นระบบสืบมาจนปัจจุบัน มีการบูชาด้วยการ เวียนเทียน และ      บำเพ็ญกุศลต่าง ส่วนกำหนดวันประกอบพิธีมาฆบูชานั้น ปกติตรงกับวันเพ็ญ เดือน หาก ปีใดเป็นอธิกมาส คือ มีเดือน สองหนจะเลื่อนไป   ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๔                                                                                                   
หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติ
         
หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติได้แก่ โอวาทปาติโมกข์ หมายถึง หลักคำสอนคำสำคัญของพระพุทธศาสนาอันเป็นไปเพื่อป้องกัน และแก้ปัญหาต่าง ในชีวิตเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น หรือคำสอน อันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา หลักธรรมประกอบด้วย หลักการ อุดมการณ์ วิธีการ ดังนี้                                                                                                                                              
หลักการ
         
. การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่การงดเว้น การลด ละเลิก ทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชั่ว มีสิบประการความชั่วทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติ ผิดในกาม
ความชั่วทางวาจา ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ     
                                 ความชั่วทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนอง คลองธรรม

          ๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่างซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นแบบของการทำฝ่ายดีมี ๑๐ อย่าง อันเป็นความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจ
                  ความดีทางกาย ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นมีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การ
                                                       ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อและการไม่
               ประพฤตผิดในกาม                       
                                     การทำความดีทางวาจา
ได้แก่ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดแต่คำจริง พูด 
                                                  คำอ่อนหวานพูดคำให้เกิดความสามัคคีและพูดถูกกาลเทศะ
                   
                                   การทำความดีทางใจ
ได้แก่ การไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่นมีแต่คิดเสียสละ การไม่ผูกอาฆาตพยาบาทมีแต่คิด 
                                                        เมตตาและ ปรารถนาดีและมีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

            ๓. การทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากนิวรณ์ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึงความสงบ มี ประการ . ความพอใจในกาม (กามฉันทะ)
 
. ความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท
)
              
. ความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน (ถีนะมิทธะ
)
           
. ความฟุ้งซ่าน รำคาญ (อุทธัจจะกุกกุจจะ) และ

                                        ๕. ความลังเลสงสัย (วิกิจฉา) เช่น สงสัยในการทำความดีความชั่ว ว่ามีผล
                                             จริงหรือไม่ วิธีการทำจิตให้ปฏิบัติสมถะผ่องใส ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการ
                                             ละบาปทั้งปวง ด้วยการถือศีลและบำเพ็ญกุศล ให้ถึงพร้อมด้วยการ และ
                                   วิปัสสนา จนได้บรรลุอรหัตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง

อุดมการณ์
. ความอดทน ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ

                  ๒. ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวน หรือ เบียดเบียนผู้อื่น
    ๓. ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
                                        ๔. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ เป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตตาม มรรค
       มีองค์
๘                                      
วิธีการ
. ไม่ว่าร้าย ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือ กล่าวโจมตี
. ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

         
. สำรวมในปาติโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎกติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของสังคม
         
. รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหารหรือการใช้สอยสิ่งต่าง
         
. อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
         
. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ฝึกหัดชำระจิตให้สงบ มีสุขภาพ คุณภาพ และประสิทธิภาพ