Get Adobe Flash player
ยินดีต้อนรับสู่ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาท คำขวัญประจำจังหวัดชัยนาท "หลวงปู่ศุขลือชา เขื่อนเจ้าพระยาลือชื่อ นามระบือสวนนก ส้มโอดกขาวแตงกวา"

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเมืองชัยนาท

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเมืองชัยนาท ๓ ครั้ง

ครั้งที่ ๑ ปี พ.ศ. ๒๔๔๔(ร.ศ.๑๒๐)เสด็จพระราชดำเนินถึงพระราชวังบางปะอินเสด็จประทับเรือพระที่นั่งเก๋งมีเรือกลไฟจูงสุดปลายทางที่จังหวัดอุตรดิตถ์ในการเสด็จครั้งนี้พระองค์ทรงหล่อ    พระพุทธชินราชจำลอง ณ เมืองพิษณุโลกเพื่อเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร. เรือพระที่นั่งออกจากบางปะอิน ผ่านเมืองอ่างทอง เมืองสิงห์บุรีถึงบ้านสรรพยาวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๔๔ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ราษฎรมาเฝ้ารอรับเสด็จจำนวนมาก การรับเสด็จเป็นไปด้วยความเรียบร้อยพระองค์ทรงพระราชทานเสมาให้แก่ราษฎรและทรงประทับแรมที่บ้านสรรพยา

วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๔๔๔ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินออกจากบ้านสรรพยาเวลาเช้ามาถึงเมืองชัยนาท ซึ่งเดิมอยู่เหนือวัดพระยาตากใต้บ้านหัวแหลม บ้านเมืองสมัยนั้นเป็นป่าในลำน้ำเจ้าพระยามีผักตบชวามากต้องเกณฑ์ราษฎรมาช่วยกันเก็บกันพระองค์จะเสด็จฯพระองค์เสด็จฯมาถึงเวลาบ่ายสองโมงเศษ ทรงมอบพระแสงราชาวุธประจำเมืองเป็นพระแสงด้ามทองฝักทอง ใช้เป็นพระแสงประจำพระองค์ตลอดระยะเวลาที่ประทับและใช้ชุบน้ำพระพิพัฒน์สัตยาและทรงแจกเสมาให้แก่ราษฎร เวลาบ่ายสี่โมงเสด็จวัดพระบรมธาตุวรวิหาร นมัสการพระบรมธาตุพระครูอินทโมฬี(หลวงพ่อช้าง)กับราษฎรถวายการต้อนรับ พระองค์ทรงกล่าวถึงระฆังใบใหญ่ซึ่งสร้างสมัยอยุธยาและทรงกล่าวถึงจารึกที่ฐานโพธิ์ ปัจจุบันศิลาจารึกนี้ติดอยู่กับเสาพระวิหารด้านนอกทิศตะวันตกข้างพระเจดีย์พระบรมธาตุในจารึกกล่าวถึงการเรี่ยไรบูรณะพระบรมธาตุ พระองค์ทรงประทับที่เมืองชัยนาท

วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๔๔๔. เวลาสี่โมงเช้า ทรงเสด็จประพาสเมืองสรรคบุรี โดยเรือหกแจว ไปคามลำคลองแพรก(แม่น้ำน้อย)เสด็จประพาสวัดมหาธาตุ วัดสองพี่นัอง และวัดจันทน์เสวยพระกระยาหารกลางวันที่เมืองสรรคบุรี ทรงแจกเสมาแก่ราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จและเสด็จกลับมาประทับแรมที่เมืองชัยนาท ในการเสด็จประพาสเมืองสรรคบุรีในครั้งนั้น หลวงสรรคบุรานุรักษ์(ฉาย)นายอำเภอเมืองสรรคบุรี กราบทูลสนองพระราชดำรัสถามกิจการต่างๆ ตอบได้ต้องพระราชหฤทัยพระองค์ทรงตรัสชมเชยว่าใจใส่สอดส่องดูแลกิจการบ้านเมืองดีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงสรรคบุรานุรักษ์(ฉาย)เลื่อนชั้นเป็นพระยาวิเชียรปราการ ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร

วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๔๔๔ ทรงออกเรือตอนเช้าเสด็จไปตามลำน้ำเจ้าพระยา พระองค์ทรงตรัสถึงคลองลัดเสนาบดีที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงขุดว่า ทำให้แม่น้ำเปลี่ยนทางเดิน ลำน้ำเดิมเป็นป่าไม้สงวน เสด็จฯวัดธรรมามูลสามโมงเช้าเศษ ทรงนมัสการหลวงพ่อธรรมจักรสภาพหลังคาวิหารและเจดีย์หลังวิหารหลวงพ่อธรรมจักรบางส่วนพังทลาย พระองค์ทรงนมัสการพระประธานในพระอุโบสถ พระประธานเป็นพระได้มาจากเมืองสุพรรณบุรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้อันเชิญมาไว้ ทรงพระราชทานเสมาแก่ราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จ เรือพระที่นั่งออกจากวัดธรรมามูลแวะบ้านท่าฉนวน เวลาบ่ายสามโมงเศษทรงพระราชทานเสมาแก่ราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จ แล้วเสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตรและพิษณุโลก ขากลับเสร็จพระราชภารกิจได้กลับมาประทับแรมที่บ้านท่าฉนวน อำเภอนโนรมย์ เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๔๔๔

ครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ.๒๔๔๙(ร.ศ.๑๒๕)พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต้นเมืองสระบุรีแล้วเสด็จทางชลมารค ผ่านเมืองอ่างทอง เมืองสิงห์บุรี เมืองอินทร์บุรี วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๔๔๙ เสด็จถึงอำเภอสรรพยาห้าโมงเย็นเศษ และประทับพักแรมที่พลับพลาประทับ อำเภอสรรพยา

วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๔๔๙ เสด็จฯออกจากอำเภอสรรพยาเวลาสองโมงเช้า ถึงวัดพระบรมธาตุวรวิหารเวลาสี่โมงเช้าเศษ นมัสการพระบรมธาตุ พระครูอินทโมฬี(หลวงพ่อช้าง)กับราษฎรรับเสด็จฯ พระครูอินทโมฬีท่านเป็นผู้รู้ขนบธรรมเนียมประเพณี พอพระองค์เสด็จฯผ่านแถวผู้ใหญ่บ้านและนักเรียนท่านก็บอกวันทยาหัตถ์ ด้วยตัวท่านเอง หลังจากเสด็จฯจากวัดพระบรมธาตุแล้ว พระองค์ได้เสด็จมณฑลทหารราบที่ ๑๖ ซึ่งอยู่ศาลากลางจังหวัดในปัจจุบันแล้วเสด็จฯไปนมัสการหลวงพ่อธรรมจักรวัดธรรมามูล ตอนบ่ายเสด็จไปทรงถ่ายภาพที่หาดหน้าวัดธรรมามูลฝั่งตะวันตก ทรงประทับแรมที่วัดธรรมามูล

วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๔๔๙ เรือออกจากวัดธรรมามูลตอนเช้าถึงที่ว่าการอำเภอมโนรมย์ เสด็จฯประทับพลับพลาแล้วเสด็จฯประพาสแม่น้ำสะแกกรัง ประพาสเมืองอุทัยธานี(พระสุนทรมนี(จัน)รับเสด็จฯที่วัดโบสถ์ หลังจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับและเสด็จฯประพาสเมืองมโนรมย์ต่อ ทรงประทับแรมที่อำเภอมโนรมย์

วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๔๔๙ เสด็จฯออกจากอำเภอมโนรมย์ไปจังหวัดนครสวรรค์

ครั้งที่ ๓ ปี พ.ศ.๒๔๕๑(ร.ศ.๑๒๗) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินตรวจสอบลำน้ำเก่า เสด็จฯโดยทางรถไฟถึงจังหวัดนครสวรรค์ แล้วประทับเรือพระที่นั่งครุฑเหิรเห็จเสด็จฯมาตามลำแม่น้ำมะขามเฒ่า ตรงกับวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๔๕๑ ทรงประทับแรมที่วัดหัวหาด อำเภอมโนรมย์ปัจจุบันคือ วัดพิกุลงาม

วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๔๕๑ เสด็จฯตามลำน้ำมะขามเฒ่า ผ่านตลาดวัดสิงห์ ลำน้ำมะขามเฒ่าสมัยนั้นเต็มไปด้วยผักตบชวาและตอไม้ ประชาชนต้องช่วยกันตัดตอไม้และเก็บผักตบชวา พื้นที่สองฝั่งเต็มไปด้วยป่าไม้ พระองค์ทรงประทับที่วัดหนองแค ซึ่งสมัยนั้นขึ้นกับตำบลคลองจันทน์ ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอหนองน้อย อำเภอวัดสิงห์  ในครั้งนั้นพีะอธิการคล้อยเป็นเจ้าอาวาสได้ชักชวนราษฎรสร้างพลับพลารับเสด็จ พระองค์มีพระราชประสงค์เสวยยอดหวายโปง ตาแป้นมรรคนายกวัดหนองแค จึงให้ขาวบ้านไปหายอดหวายโปงมาเผาไฟ หยวกกล้วยต้ม น้ำพริกและปลาร้า(ปลามัจฉะ)มาถวาย พระองค์เสวยเอร็ดอร่อย(เจริญพระกระยาหาร)และตรัสกับชาวบ้านว่า ต่อไปนี้ ให้เรียกว่า วัดทรงเสวย ชาวบ้านก็เรียกมาถึงทุกวันนี้ และพระองค์ท่านได้ถวายของที่ระลึกแด่เจ้าอธิการคล้อย เป็นของที่ระลึกงานพระศพพระอวค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ของที่ถวายดังนี้

บาตร ฝาบาตรมีตราสีทองรูปวงรีมีข้อความว่า ร.ศ.๑๒๘ งานพระศพพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช

ปิ่นโตขนาดใหญ่ ฝาปิ่นโต เช่นข้อความเดียวกับฝาบาตร พระขรรค์ ตาลปัตรใบลาน(ปัจจุบันสูญหาย) ตะเกียงลาน ป้าน้ำร้อน ๑ ชุด สิ่งของเหล่านี้ยังเก็บรักษาอยู่ที่วัดทรงเสวย วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๔๕๑ เสด็จพระราชดำเนินจากวัดทรงเสวยไปจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้ง ๓ ครั้ง ประชาชนชาวจังหวัดชัยนาท สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯตราบนิจนิรันดร์


....................................................

ที่มา..จากความรู้เรื่องเมืองสยามของ สอ สัจจวาที ตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้าหลวง ของประยุทธ์ สิทธิพันธ์ สยามเมื่อวันวานของเทพชู ทับทองเสด็จประพาสต้นในรัชกาลที่ ๕ ของสมเด็จฯกรมพรัยาดำรงราชานุภาพ  และบทสัมภาษณ์ พระอาจารย์โปร่ง เจ้าอาวาสวัดทรงเสวย นายทองสุข บุญธรรม ผู้สรุปและสัมภาษณ์๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๒