Get Adobe Flash player
ยินดีต้อนรับสู่ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาท คำขวัญประจำจังหวัดชัยนาท "หลวงปู่ศุขลือชา เขื่อนเจ้าพระยาลือชื่อ นามระบือสวนนก ส้มโอดกขาวแตงกวา"

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

บทความ

วันมาฆะบูชา

ความหมายของวันมาฆบูชา คำว่า "มาฆะ" นั้น เป็นชื่อของเดือน 3 ย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3

การกำหนดวันมาฆบูชา
การกำหนดวันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยนั้นจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 และมักตรงกับเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม

 

ความสำคัญและประวัติของวันมาฆบูชา

ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์"แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่างๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์" ทั้งนี้ในวันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อมๆ กันถึง 4 ประการ อันได้แก่

1.วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์

2.มีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

3.พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6

4.พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

-และเพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" ซึ่งคำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" นี้ มีความหมายตามการแยกศัพท์ คือ จาตุร แปลว่า 4 องค์ แปลว่า ส่วน สันนิบาต แปลว่า ประชุม ดังนั้น "จาตุรงคสันนิบาต" จึงหมายความว่า "การประชุมด้วยองค์ 4" นั่นเอง ทั้งนี้วันมาฆบูชาถือว่าเป็นวันพระธรรม ขณะที่วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา เป็น วันพระสงฆ์

ประวัติการถือปฏิบัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย
พิธีทำบุญวันมาฆบูชานี้ ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีมาในสมัยใด อย่างไรก็ตามในหนังสือ "พระราชพิธีสิบสองเดือน" อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของ "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ว่า

ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2394 ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวรวิหารและวัดราชประดิษฐ์จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อถึงเวลาค่ำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออกทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ทำวัตรเย็นและสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ เมื่อสวดจบทรงจุดเทียน 1,250 เล่ม รอบพระอุโบสถ มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาทปาติโมกข์ 1 กัณฑ์เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกัณฑ์ประกอบด้วยจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึงและขนมต่างๆ เมื่อเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรับ

ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปี แต่มีการยกเว้นบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากบางครั้งตรงกับช่วงเสด็จประพาสก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่นั้นๆ ขึ้นอีกแห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอบกิจกรรมทางศาสนา นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2549 รัฐบาลไทยประกาศให้วันมาฆบูชา ให้เป็นวันกตัญญูแห่งชาติอีกด้วย

หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติ
หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติคือ "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งเป็นหลักคำสอนสำคัญอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เพื่อไปสู่ความหลุดพ้น หลักธรรมประกอบด้วย หลักการ 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 ดังนี้

หลักการ 3 คือหลักคำสอนที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

1.การไม่ทำบาปทั้งปวง คือ การลด ละ เลิก ทำบาปทั้งปวง อันได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งเป็นทางแห่งความชั่ว 10 ประการที่เป็นความชั่วทางกาย (การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม) ทางวาจา (การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ) และทางใจ (การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม)

2.การทำกุศลให้ถึงพร้อม คือ การทำความดีทุกอย่างตาม กุศลกรรมบถ 10 ทั้งความดีทางกาย (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ความดีทางวาจา (ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ) และความดีทางใจ (ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น มีความเมตตาปรารถนาดี มีความเข้าใจถูกต้องตามทำนองคลองธรรม)

3.การทำจิตใจให้ผ่องใส คือ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลุดจากนิวรณ์ที่คอยขัดขวางจิตใจไม่ให้เข้าถึงความสงบ ได้แก่ ความพอใจในกาม, ความพยาบาท, ความหดหู่ท้อแท้, ความฟุ้งซ่าน และความลังเลสงสัย

ซึ่งทั้ง 3 หลักการข้างต้น สามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์" นั่นเอง

อุดมการณ์ 4 ได้แก่

1.ความอดทน อดกลั้น คือ ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ

2.ความไม่เบียดเบียน คือ งดเว้นจากการทำร้าย หรือ เบียดเบียนผู้อื่น

3.ความสงบ ได้แก่ การปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ

4.นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

วิธีการ 6 ได้แก่

1. ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้าย โจมตีใคร

2. ไม่ทำร้าย คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น

3. สำรวมในปาติโมกข์ คือ เคารพระเบียบวินัย กฎกติกา รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม

4. รู้จักประมาณ คือ รู้จักความพอดีในการบริโภค รวมทั้งการใช้สอยสิ่งต่างๆ

5. อยู่ในสถานที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

6. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือ การฝึกหัดชำระจิตใจให้สงบ มีประสิทธิภาพที่ดี

กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา

การปฏิบัติตนสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันมาฆบูชาคือ คือ ในตอนเช้า ควรไปทำบุญตักบาตร ไปวัดเพื่อฟังพระธรรมเทศนา หรือจัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหาร ช่วงบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา เจริญสมาธิภาวนา เมื่อถึงตอนค่ำ นำดอกไม้ ธูปเทียนไปเวียนเทียน 3 รอบที่พระอุโบสถ โดยการเวียนเทียนนั้นจะเวียนขวา จำนวน 3 รอบ และช่วงเวลาที่เดินอยู่นั้นให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนควรบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามสถานที่ต่างๆ และรักษาศีล สำหรับตามบ้านเรือน สถานที่ราชการ จะมีการประดับธงชาติ ธงธรรมจักร เพื่อระลึกถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

.............................................................
ข้อมูล..กระปุกดอทคอม

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

วันเข้าพรรษา
วันออกพรรษา วันมาฆะบูชา
วันอัฎฐมีบูชา วันอาสาฬหบูชา
วันพระ วันวิสาขบูชา

 

 

วัดสำคัญของจังหวัด


วัดปากคลองมะขามเฒ่า


วัดพระบรมธาตุวรวิหาร


วัดธรรมามูลวรวิหาร


วัดทรงเสวย


วัดป่าสัก


วัดเทพหิรัญ

วัดเทพหิรัณย์

วัดเทพหิรัณย์(หนองทาระภู) ตั้งอยู่เลขที่ ๙๙๙ บ้านหนองทาระภู หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านเชี่ยน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๔๔ ไร่ งาน ๖๘ ตาราวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๓ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๗ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๒๙ เมตร ยาว ๗๙ เมตร

วัดเทพหิรัณย์ เดิมชื่่อว่า วัดหนองทาระภู เริ่มก่อสร้างวัดเมื่อพ.ศ.๒๕๐๙ ใช้ซื่อว่าสำนักสงฆ์หนองทาระกูตามซื่อหมู่บ้านได้รับอนุญาตให้สร้างวัดเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๑ และได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดใน ปีเดียวกัน ขอตั้งวัดจากซื่อหนองทาระกู เป็นหนองทาระภู

เจ้าอาวาสวัดรูปแรก พระสุนทร สิริจันโท ต่อมา พ.ศ.๒๕๓๓ ชาวบ้านได้อาราธนาพระชวลิต ชวโร ซึ่งปัจจุบันเป็น ดร.พระครูไพศาลชัยกิจ(เทพหิรัณย์ มหามงคลรัฐ) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเทพหิรัณย์ และเจ้าคณะตำบลบ้านเชี่ยน เหตุที่เรียก "หลวงปู่ฤาษีตาไฟ" เนื่องจากท่านเป็นพระที่เคยเป็นร่างทรงของฤาษีตาไฟ แล้วป่วยมาตลอด จึงได้อธิฐานจิตบวชเรียนในพุทธศาสนาและเคร่งครัดในพระธรรมวินัย จนจิตท่านนิ่ง

ดร.พระครูไพศาลชัยกิจ(หลวงปู่ฤาษีตาไฟ)มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างสูง ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์สร้างสิ่งสาธารณะประโยชน์ให้แก่ประชาชนและชุมชนจำนวนมาก เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล วัด อาคารของส่วนราชการต่างๆ ท่านได้สนับสนุนเรื่องงบประมาณในการสร้างมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม วิทยาเขตสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ทางสถาบันจึงถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็น ดร.พระครูไพศาลชัยกิจ

ภายในบริเวณวัดมีความร่มรื่น สะอาด มีเรือนเทวดาไว้ให้ผู้เลื่อมใสมากราบไหว้ และว่ากันว่าใครมาจุดธูปขออะไรที่องค์ฤาษีตาไฟก็จะสัมฤทธิผล ซึ่งความเชื่อในเรื่องนี้ ทำให้หลวงปู่เป็นที่เคารพ ศรัทธา และมีลูกศิษย์อยู่ทั่วประเทศในทุกวงการ

............................................................................................................

วัดป่าสัก

ประวัติหลวงพ่อกำจัด วัดป่าสัก (พระครูสุจิตต สังวรคุณ) ต.หางน้ำสาคร อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท หลวงพ่อเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๙ กันยายน ๒๕๐๓ ที่ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย โยมพ่อเป็นชาว อำเภอภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา (ตอนโยมพ่อของหลวงพ่อบวชพระรวยเป็นกรรมวาจารย์ (หลวงพ่อรวยวัดตะโก อยุธยาซึ่งโยมพ่ออายุตอนนี้ ๘๓ ยังมีชีวิตอยู่)โยมแม่เป็นชาวตำบลห้วยกรดพัฒนา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท หลวงพ่อกำจัด ได้บรรพชาอุปสมบท ณ วัดเทพกุญชรวราราม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พระอุปัชฌาย์ พระมงคลธรรมภาณี หรือหลวงปู่มัง (ศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงปู่อ่ำ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดลพบุรีเจ้าอาวาสวัดเทพกุญชรวราราม(ธรรมยุติ มรณภาพแล้ว..) พระกรรมวาจาจารย์ พระครูพรหมจริยาริทร(เจ้าอาวาสวัดมณีชลขัณฑ์ลพบุรี) หลวงพ่อสังกัดนิกายธรรมยุติและเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเดินธุดงค์มาที่จังหวัดชัยนาท (แท้จริงตั้งใจเดินทางไปวัดหลวงปู่แหวน) แต่พอธุดงค์มาถึงที่หลังวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท ท่านได้มาปักกลดในบริเวณที่ของนายสมาน ภูมิเมือง ต่อมาได้มีโยมผู้มีจิตศรัทธาซื้อที่ป่าสักถวายผืนแรก(เป็นผืนนาเก่า)จำนวน ๑๒ ไร่ ผู้ที่ซื้อถวายคือ คุณยุพิน อมาตยกุล ซึ่งเป็นชาวพระนคร และต่อมาหลวงพ่อได้เริ่มสร้างวัดและถาวรวัตถุต่างๆ และได้รับตราตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสักรูปแรก เป็นเจ้าคณะตำบลหางน้ำสาครธรรมยุติ และได้รับสมณศักดิ์ ตราตั้งเจ้าคณะตำบลชั้นโทในนาม พระครูสุจิตตสังวรคุณ (หลวงพ่ออยู่สาย..วรคุณ..สายหลวงปู่อ่ำหรือพระเทพวรคุณ...จึงได้สร้อยชื่อวรคุณติดตามมา และหลวงพ่อได้ก่อสร้างเจดีย์รายองค์ใหญ่และได้สร้างโบถส์ ซึ่งมี คุณโยมอุปถัมภ์หลวงพ่อในการสร้างคือ คุณหญิงใหญ่ เสถียรสุต กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพ หลวงพ่อได้มีลูกศิษย์ลูกหามากมายและได้สร้างวัตถุมงคลไว้หลายรุ่น จนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักสะสมพระเครื่องและวัตถุมงคล

..................................................................................

บทความ อื่นๆ ...